รู้จักSPFกันแดดไหม?

ผลิตภัณฑ์กันแดดส่วนใหญ่จะระบุค่า SPF (Sun Protection Factor) หรือแปลเป็นไทยว่า ค่าการป้องกันแสงแดด ถ้าเคยตากแดดแล้วผิวไหม้แดง ในเวลา 15 นาที หากทายากันแดดที่มี SPF= 6 ผิวจะไหม้ในเวลาเป็น 6 เท่าคือ 90 นาที (6×15=90) ถ้าค่า SPF= 8 ผิวจะไหม้ในเวลา 2 ชั่วโมง (8×15=120)

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีคำนิยามใหม่ของค่า SPF (Sun Protection Factor) โดยใช้สูตรสำหรับหาค่า SPF คือ

SPF = MED บริเวณที่ทายากันแดด / MED บริเวณที่ไม่ได้ทายากันแดด

โดยMEDนั้นย่อมาจากminimal erythematous dose คือ ปริมาณแสงแดดที่น้อยที่สุด ที่ทำให้เกิดอาการแดงที่ผิวหนัง ซึ่งอาการแดงนั้นเป็นจุดที่สังเกตเห็นด้วยตา มีการศึกษาพบว่า ปริมาณแรงที่เป็น suberythemal dose (คือปริมาณแสงที่ยังน้อยกว่าจะทำให้เกิดอาการแดง) ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังและมีการทำลายเซลล์ของผิวหนังเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นในอนาคตอาจต้องมีวิธีที่จะวัดการทำลายผิวหนังของแสงแดดที่ดีกว่าอาการแดง เช่น การดูลักษณะของเซลล์ผิวหนังที่เปลี่ยนไปจากการไหม้แดด (sunburncell) การดูลักษณะของเส้นใยอิลาสตินที่เปลี่ยนรูปร่าง การลดลงของจำนวน Langerhans cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน เพื่อหาประสิทธิภาะของการกันแดด

โดยที่ปริมาณของยากันแดดที่เป็นมาตรฐานในการหาค่า SPF นั้น ต้องทายากันแดดปริมาณ 2 มิลลิกรัม ต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร ดังนั้นหากปริมาณแสงแดดที่จะทำให้บริเวณที่ทายากันแดดนั้นเกิดอาการแดง มีปริมาณมากกว่าบริเวณที่ไม่ได้ทายากันแดด 5 เท่า ยากันแดดนั้นก็จะมีค่า SPF 5 ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นจะแปลว่าปริมาณแสงเป็นเวลาแทน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า

1.การใช้ค่า MED นี้ อาจไม่สะท้อนถึงประสิทธิภาพภายในการป้องกันผิวหนัง จากการทำลายของแสงแดด นั่นคือยากันแดดถึงจะป้องกันไม่ให้ผิวหนังแดงได้ แต่ก็ยังอาจเกิดการเสื่อมของผิวหนังขึ้นแล้ว

2.ปริมาณของการใช้ยากันแดดในการหาค่ามาตรฐานคือต้องทายากันแดด2มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง1ตารางเซนติเมตรนั้น นับว่ามากกว่าปริมาณการใช้ในชีวิตจริง คนปกติจะทายากันแดดแค่ 0.5 ถึง 1 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ หากทายากันแดดมากไปจะเกิดปัญหาด้านความมันและความสวยงาม

สำหรับยากันแดดชนิดที่ละลายน้ำได้น้อยนั้น มีชื่อคือ
Water resistant หมายถึงการหาค่า SPF หลังอยู่ในน้ำ 40 นาที
Waterproof (=very water resistant) หมายถึงการหาค่า SPF หลังอยู่ในน้ำ 80 นาที

โดยการใช้ยากันแดดตามค่า SPF นี้มักดูตามลักษณะของสีผิวคือ
1. ถ้าผิวไหม้แดดง่าย โดยผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนยาก ใช้ค่า SPF 20-30 (Ultra high)
2. ถ้าผิวไหม้แดดง่าย โดยผิวอาจมีสีแทนนิดหน่อย ใช่ค่า SPF 12-20 (Very high)
3. ถ้าผิวไหม้แดดปานกลาง และผิวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแทนใช้ค่า SPF 8-12 (High)
4. ถ้าผิวไหม้แดดได้น้อย และผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนได้เสมอ ใช่ค่า SPF 4-8 (Moderate)
5. ถ้าผิวไหม้แดดยากมาก และผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนได้อย่างมาก ใช้ค่า SPF 2-4 (Minimal)
ถ้าดูตามนี้จริงๆ แล้ว อย่างผมซึ่งน่าจะจัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ 5 คือโดนแดดอย่างไร ก็ไม่ไหม้เสียที จะมีก็แต่ผิวคล้ำดำปี๋ ก็ควรจะใช้ SPF แค่ 2-4 เท่านั้นเอง

เมื่อดูจากค่า SPF และปริมาณการดูดซับรังสียูวีบี พบว่า
ค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%
ค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%
ค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%
ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%
ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%
ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%
ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%
ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%

เมื่อดูตามนี้จะเห็นว่า เมื่อใช้ยากันแดดค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3% ซึ่งเมื่อเพิ่ม SPF ขึ้นจะเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไม่มากนัก และยากันแดดที่มีค่า SPF สูงมักมีปัญหาด้านความงามและมีราคาแพง จากมุมมองนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้ SPF สูงนัก
แต่ก็มีปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้และมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยากันแดด เช่น การทา การสวมใส่เสื้อผ้า การมีเหงื่อออก ลม เหงื่อ การว่ายน้ำ ฯลฯ และมีความจริงที่ว่า ยากันแดดที่มีค่า SPF สูงนั้น จะมีประสิทธิภาพในการกันแสงแดดในช่วงยูวีเอ โดยเฉพาะยูวีเอ II ที่ดีขึ้น ซึ่งรังสีตัวนี้ทำให้เกิดการเสื่อมของผิวหนังได้มาก นอกจากนั้นการหาค่า SPF จะเป็นการหาค่าในห้องทดลอง ซึ่งเมื่อนำยากันแดด มาใช้ในชีวิตจริงจะพบว่ามีค่า SPF น้อยกว่าที่ระบุเสมอ ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง
จึงแนะนำว่าควรใช้ยากันแดดค่า SPF สูง (15 ขึ้นไป) ในกรณีที่ต้องตากแดด เป็นเวลานานติดต่อกันและใช้ค่า SPF ต่ำ ในกรณีที่โดนแดดเป็นครั้งคราวระหว่างวันครับ สำหรับข้อมูลนี้ส่วนหนึ่งมาจากการประชุมของสมาคมศิษย์เก่าสถาบันโรคผิวหนัง โดยมีอาจารย์จิโรจ สินธวานนท์ เป็นผู้บรรยาย
ขอขอบคุณ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร สำหรับบทความที่ทางเรานำมาเผยแพร่

เลือกเครื่องสำอางค อย่างไร?

จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องเลือก เครื่องสำอางค ที่มี เครื่องหมาย อย.

เพราะ เครื่องสำอาง เป็นวิธีพื้นฐานในการดูแลผิวพรรณของเรา การเลือก เครื่องสำอาง จึงต้องพิถีพิถันกันหน่อย เพื่อให้ได้ เครื่องสำอาง ทีมีคุณภาพ เครื่องหมาย อย. เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงคุณภาพของสินค้าที่ได้มาตรฐาน จำเป็นต้องเลือก เครื่องสำอาง ที่มีเครื่องหมาย อย. หรือไม่ และ เครื่องสำอาง ประเภทที่ไม่มีเครื่องหมาย อย. แสดงบนฉลาก จะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าควรซื้อยี่ห้อไหน ถึงจะมั่นใจได้ว่ามีคุณภาพดี ? มารู้จักประเภทต่างๆของ เครื่องสำอาง
ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ 2535 แบ่งเครื่องสำอางออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ

เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชน หรือเกิดอันตรายในการใช้ เนื่องจากพิษภัยหรืออันตรายของเคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสม การกำกับดูแลต้องผ่านการกลั่นกรองในระดับเข้มงวด ผลิตภัณฑ์ที่มีสารควบคุมพิเศษ เช่น ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ น้ำยาย้อมผม ผงฟอกสีผม เป็นต้น ผู้ผลิตจำหน่ายเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ต้องขึ้นทะเบียนตำรับเครื่องสำอางจนได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว เมื่อจะเริ่มทำการผลิตเครื่องสำอางเมื่อใด จะต้องแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทราบ พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมรายปีด้วย

2.เครื่องสำอางควบคุม

เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนหรืออาจเกิดอันตรายในการใช้ได้ แต่ระดับความรุนแรงน้อยกว่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ระดับการกำกับดูแลลดลงจากเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผมที่มีสารควบคุม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีสารขจัดรังแค ซิงก์ไพริไทโอน ไพรอคโทนโอลามีน และคลิมบาโซลเป็นต้นรวมทั้ง ผ้าอนามัย ผ้าเย็นหรือกระดาษเย็น แป้งฝุ่นโรยตัว และแป้งน้ำ ผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายเครื่องสำอางควบคุมจะต้องมาแจ้งรายละเอียดต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่มีแหล่งผลิตตั้งอยู่ ก่อนการผลิตไม่น้อยกว่า 15 วัน และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี จึงจะทำการผลิตได้

3.เครื่องสำอางทั่วไป

เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบหรืออันตรายน้อยไม่รุนแรงถึงระดับที่จะจัดเป็นเครื่องสำอางทั้ง 2 กลุ่มที่กล่าวมา จึงได้จัดเครื่องสำอางประเภทนี้ไว้ เป็นเครื่องสำอางทั่วไป ซึ่งระดับการกำกับดูแลเข้มงวดน้อยที่สุด กล่าวคือ ในกรณีผลิตให้จัดทำฉลากภาษาไทย ให้ถูกต้องและครบถ้วน ผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มนี้ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารควบคุมพิเศษ และสารควบคุม เช่น เจล มูส ผลิตภัณฑ์ย้อมผมกึ่งถาวร (SemipermanentHairDye)แชมพู ครีมนวดผม สเปรย์ฉีดผม เจลบำรุงเส้นผม ผลิตภัณฑ์ปรับสภาพเส้นผม เป็นต้น
ถ้าเป็นเครื่องสำอางประเภทที่ไม่มีเครื่องหมาย อย. แสดงบนฉลาก เราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าควรซื้อยี่ห้อไหน ถึงจะมั่นใจได้ว่ามีคุณภาพดี??
คุณภาพเครื่องสำอางขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งส่วนประกอบ คุณภาพของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต แต่สิ่งที่สำคัญในการดูเครื่องสำอางทั่วไป คือ ฉลากเป็นภาษาไทย ชื่อเครื่องสำอาง ประเภท ส่วนประกอบสำคัญ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ และปริมาณสุทธิ ก็จะทำให้เราได้เครื่องสำอางที่ตรงความต้องการ คุ้มค่า และสมประโยชน์